tree

ลีลาวดี

ลั่นทม หรือ ลีลาวดี เป็นไม้ดอกยืนต้นในวงศ์ตีนเป็ด หรือ วงศ์ไม้ลั่นทม (Apocynaceae) มีหลายชนิดด้วยกัน บางคนมีความเชื่อว่า ไม่ควรปลูกต้นลั่นทมในบ้านเพราะมีความเชื่อว่า เนื่องจากมีชื่อเป็นอัปมงคล คือไปพ้องกับคำว่า ‘ระทม’ ซึ่งแปลว่า เศร้าโศก ทุกข์ใจ นิยมปลูกกันแพร่หลายอย่างมาก ชื่อพื้นเมืองอื่น ๆ ได้แก่ จำปา, จำปาลาว และจำปาขอม เป็นต้น (สำหรับชื่อภาษาอังกฤษ ได้แก่ Frangipani, Plumeria, Temple Tree, Graveyard Tree)

ต้นลีลาวดีเป็นพืชนิยมปลูกเพราะดอกมีสีสันหลากหลาย สวยงาม ได้แก่ขาว เหลืองอ่อน แดง ชมพู สีขาวขุ่น ฯลฯ บางดอกมีมากกว่า 1 สี อาจมีมากถึงหลายสีในดอกเดียว

ดอกลีลาวดียังเป็นดอกไม้ประจำชาติของประเทศลาว โดยเรียกว่า “ดอกจำปา” และพบได้มากบริเวณทางขึ้นพระธาตุที่เมืองหลวงพระบาง สำหรับในประเทศไทยนั้นมักพบต้นลั่นทมตามธรรมชาติทางภาคเหนือเป็นส่วนใหญ่

ความเชื่อ

คนโบราณมีความเชื่อว่า ต้นลั่นทมนั้น ไม่ควรปลูกในบ้าน ด้วยมีชื่ออัปมงคล คือไปพ้องกับคำว่า ระทม ซึ่งแปลว่า เศร้าโศก ทุกข์ใจ จึงได้มีการเรียกชื่อเสียใหม่ให้เป็นมงคล ว่า ลีลาวดี

ภาษาดอกไม้ของ “ลั่นทม” หมายถึง การละแล้วซึ่งความโศก ซึ่งมาจากคำว่า “ลั่น” หมายถึง การละทิ้ง แตกหัก ส่วน “ทม” หมายถึง ความเศร้าโศก เสียใจ ไม่ได้มีความหมายว่า “ระทม” เหมือนที่คนเข้าใจ

แต่หากแปลภาษาไทยตามพจนานุกรมตามคำต่อคำโดยแยกเป็น คำว่า ลั่น และ คำว่า ทม คำว่า ลั่น เป็นคำวิเศษณ์ หมายถึง ดัง ส่วนคำว่า ทม ราชบัณฑิตไม่มีนิยามของคำดังกล่าว ดังนั้นคำว่า ลั่นทม อาจสามารถใช้อย่างแพร่หลายได้ โดยไม่ยึดติดความเชื่อกับคำว่า ระทม ซึ่งคำว่าลั่นทมนั้นได้ถูกนิยามไว้ว่า น. ชื่อไม้ต้นหลายชนิดในสกุล Plumeria วงศ์ Apocynaceae เช่น ชนิด PrubraL. ดอกสีขาว หรือแดงเรื่อ ๆ กลิ่นหอม, จำปาหอม ก็เรียก, พายัพเรียก จำปาลาว, อีสานเรียก จำปา, ปักษ์ใต้เรียก จำปาขอม

ส่วนคำว่าลีลาวดียังไม่มีนิยามในคำดังกล่าว แต่หากแปลภาษาไทยตามพจนานุกรมตามคำต่อคำโดยแยกเป็น คำว่า ลีลา และคำว่า วดี

คำว่า ลีลา เป็น (๑) น. ท่าทาง, ท่าทางอันงาม, การเยื้องกราย (๒) น. ชื่อพระพุทธรูปปางหนึ่ง อยู่ในพระอิริยาบถยืนยกส้นพระบาทขวาสูงขึ้นจากพื้น ปลายพระบาทยังจดอยู่กับพื้นอยู่ในท่าจะก้าวเพื่อทรงพระดำเนิน พระหัตถ์ขวาห้อยอยู่ในท่าไกว พระหัตถ์ซ้ายยกเสมอพระอุระ ตั้งฝ่าพระหัตถ์ป้องไปเบื้องหน้าเป็นกิริยาเดิน ที่สร้างเป็นท่ายกพระหัตถ์ขวาก็มี (๓) น. ท่วงทำนอง (๔) น. การเลือกสรรฉันท์หรือแบบประพันธ์ให้เหมาะแก่ข้อความของเรื่อง ส่วนคำว่า วดี แปลว่า (๑) น. รั้ว, กำแพง ส่วน วดี (๒) น. คำเติมท้ายคำอื่นที่เป็นนาม หมายความว่า มี เป็นเพศหญิงตามหลักไวยากรณ์ เช่น ดาราวดี ว่า มีดาว

ดังนั้น ลีลาวดี ถ้าแปลตามความหมายตามอักษรแล้ว ก็คือต้นดอกไม้ที่มีท่วงท่าสวยงามอ่อนช้อย ลั่นทมเป็นไม้ยืนต้นในเขตร้อน ที่เห็นทั่ว ๆ ไปมีดอกสีขาว แดง ชมพู

ชื่อเดิมของพันธุ์ไม้นี้คนส่วนใหญ่เข้าใจว่าคำนี้ มาจากคำว่า ระทม ซึ่งหมายถึงความเศร้าโศก จึงไม่เป็นที่นิยมปลูกในบริเวณบ้านหรือที่อยู่อาศัย อย่างไรก็ตามมีผู้มีความรู้ด้านภาษาไทยกล่าวถึงคำว่า ลั่นทม ว่า ลั่นทมที่เรียกกันแต่โบราณ หมายถึง การละแล้วซึ่งความโศกเศร้าแล้วมีความสุข ดังนั้นคำว่า ลั่นทม แท้จริงแล้วเป็นคำผสมจาก ลั่น+ทม โดยคำแรกหมายถึง แตกหัก ละทิ้ง และคำหลังหมายถึงความทุกข์โศก

และด้วยพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ พระองค์ได้พระราชทานนามใหม่แก่ลั่นทม ว่า “ลีลาวดี” ซึ่งน่าจะมาจากลักษณะการทอดกิ่งที่อ่อนช้อยงดงาม ทำให้คนเริ่มนิยมปลูกไม้ชนิดนี้มากขึ้น และก็มีชื่อเรียก แตกต่างกันไป

ลั่นทมเป็นต้นไม้สกุล Plumeria มีถิ่นกำเนิดในอเมริกาใต้ และถูกนำเข้ามาในดินแดนแถบนี้เมื่อประมาณ 500 ปีก่อนโดยนักเดินเรือชาวสเปนหรือโปรตุเกส จึงไม่มีชื่อในภาษาไทย และไม่ปรากฏชื่อในวรรณกรรมโบราณ แหล่งที่มาของคำว่า ลั่นทม เข้าใจว่ามาจากคำว่า “สราญธม”(สะ-ราน-ทม) ในภาษาเขมร ซึ่งแปลว่า “ความรักอันยิ่งใหญ่” ทั้งนี้ ในสมัยโบราณต้นไม้ชนิดนี้นิยมปลูกในวัด จึงไม่นิยมปลูกในบ้าน

มีตำนานเล่าขานถึงที่มาของลั่นทมในลักษณะต่าง ๆ กัน อย่างไรก็ตามพันธุ์ไม้นี้ตามหลักสากลมีชื่อว่า ฟรังกีปานี (frangipani) และเรียกกันทั่วไปว่า พลัมมีเรีย (plumeria)

เข็ม

เข็ม เป็นไม้พุ่มจัดอยู่ในวงศ์ Rubiaceae ลักษณะของดอกจะเกิดจากการอยู่รวมกันเป็นช่อ ๆ มีหลากหลายสี มีคุณค่าทางสมุนไพร ดอกเข็มที่ยังตูมสามารถนำมาชุบแป้งหรือไข่ทอดทานเป็นอาหารได้

เข็มเป็นพืชที่ต้องการแสงแดดจัด ต้องการปริมาณน้ำปานกลาง สามารถทนต่อความแห้งแล้ง การให้น้ำ 3-5 วัน/ครั้ง ชอบดินร่วนซุย ดินร่วนปนทราย มีความชุ่มชื้น ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก อัตรา 0.5-1 กิโลกรัม/ต้น ควรใส่ 5-6 ครั้ง/ปี ขยายพันธุ์โดยการปักชำ การเพาะเมล็ด การตอน วิธีที่ได้ผลดีและนิยมกัน คือ การปักชำและการตอน

ความเชื่อ

คนไทยโบราณเชื่อว่า บ้านใดปลูกเข็มไว้ประจำบ้าน จะทำให้มีความฉลาดเฉียบแหลม เพราะเข็มคือสิ่งที่มึความแหลมคมดังนั้นคนไทยโบราณจึงใช้ดอกเข็มในพิธีไหว้ครูเพื่อจะได้เป็นนักปราชญ์ที่มีสติปัญญาฉลาดเฉียบแหลมนอกจากนี้ยังใช้ดอกเข็มเป็นเครื่องบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และพิธีทางศาสนาได้เป็นสิริมงคลยิ่งนัก

เพื่อเป็นสิริมงคลแก่บ้านและผู้อาศัย ควรปลูกต้นเข็มไว้ ทางทิศตะวันออก ผู้ปลูกควรปลูกในวันพุธเพราะโบราณเชื่อว่าการปลูกไม้เพือเอาประโยชน์ทั่วไปทางดอก ให้ปลูกในวันพุธ

การเพาะปลูก

การปลูกในกระถางเพื่อประดับภายนอกอาคารบ้านเรือนใช้กระถางทรงสูงขนาด 8-12 นิ้ว ใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก แกลบผุ ดินร่วนอัตรา 1:1:1 ผสมดินปลูกควรเปลี่ยนกระถางปีละครั้งเพราะการเจริญเติบโตของทรงพุ่มโตขึ้นและเพื่อเปลี่ยนดินปลูกใหม่ทดแทนดินปลูกเดิมที่เสื่อมสภาพไปการปลูกในแปลงปลูกเพื่อประดับบริเวณบ้านและสวนนิยมปลูกเป็นกลุ่มตกแต่งสวนบริเวณบ้านหรือปลูกเป็นแนวรั้วก็ได้ สามารถตัดแต่งและบังคับรูปทรงได้ตามความเหมาะสม และความต้องการของผู้ปลูก ขนาดหลุมปลูก 30 x 30 x 30 เซนติเมตร ใช้ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมัก ดินร่วน อัตรา 1:2 ผสมดินปลูก

พุดพิชญา

พุดพิชญา เป็นพืชในสกุลโมก ในประเทศไทยนำเข้าจากประเทศศรีลังกา มีชื่อท้องถิ่นว่า “อิดด้า” (Inda) มีความหมายว่าดอกไม้สีขาวบริสุทธิ์ ผู้นำเข้าคือ คุณปราณี คงพิชญานนท์ ลักษณะของดอกสีขาวเหมือนกลุ่มดอกพุดในบ้านเรา เธอจึงนำชื่อ ดอกพุด มา สมาส เข้ากับวลีนามสกุล ออกมาเป็นชื่อใหม่ว่า “พุดพิชญา”

ลักษณะทางพฤษศาสตร์

พุดพิชญาเป็นไม้หลายขนาด ทั้งต้นเตี้ย ต้นสูง และต้นใหญ่ ลำต้นสีน้ำตาล ใบสีเขียวเข็ม หลังใบสีเขียวอ่อน ไม่ผลัดใบ ออกดอกตลอดทั้งปี ให้ดอกเป็นช่อดอก ช่อละ 5 – 10 ดอก ดอกบานทนตั้งแต่แรกแย้มไปจนสู่บานเต็มที่ ใช้เวลา 4 – 5 วัน ดอกตูมในช่อดอกอื่นๆก็ค่อยทยอยโต และทยอยกันบานไปเรื่อยๆ ลักษณะดอกเป็นกลีบแยก 5 กลีบ เกสรตรงกลางสีเหลืองมีฝอยเกสรสีขาวล้อมรอบ เมื่อดอกบานเต็มที่เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1 นิ้ว ก้านดอกยาวประมาณ 1 นิ้ว

ต้นมะขาม

มะขาม เป็น ไม้ยืนต้นขนาดกลางจนถึงขนาดใหญ่แตกกิ่งก้านสาขามากไม่มีหนาม เปลือกต้นขรุขระและหนา สีน้ำตาลอ่อน ใบเป็นใบประกอบ ใบเล็กออกตามกิ่งก้านใบเป็นคู่ ใบย่อยเป็นรูปขอบขนาน ปลายใบและโคนใบมน ประกอบ ด้วยใบย่อย 10–15 คู่แต่ละใบย่อยมีขนาดเล็ก กว้าง 2–5 มม. ยาว 1–2 ซม. ออกรวมกันเป็นช่อยาว 2–16 ซม. ดอก ออกตามปลายกิ่ง ดอกมีขนาดเล็กกลีบดอกสีเหลืองและมีจุดประสีแดง/ม่วงแดงอยู่กลางดอก ผล เป็นฝักยาว รูปร่างยาวหรือโค้ง ยาว 3-20 ซม. ฝักอ่อนมีเปลือกสีเขียวอมเทา สีน้ำตาลเกรียม เนื้อในติดกับเปลือก เมื่อแก่ฝักเปลี่ยนเป็นเปลือกแข็งกรอบหักง่าย สีน้ำตาลเนื้อในกลายเป็นสีน้ำตาลหุ้มเมล็ด เนื้อมีรสเปรี้ยว และ/หรือหวาน ซึ่งฝักหนึ่ง ๆ จะมี/หุ้มเมล็ด 3–12 เมล็ด เมล็ดแก่จะแบนเป็นมันและมีสีน้ำตาล

สรรพคุณ

เนื้อไม้ ใช้ทำเป็นเขียง ที่มีคุณภาพดีมาก เพราะเป็นไม้ทีเหนียวทนใบแก่ มีรสเปรี้ยวฝาด ใช้นำมาปรุงเป็นยาแก้ไอ แก้โรคบิดขับเสมหะในลำไส้ หรือนำมาต้มผสมกับหัวหอมโกรกศีรษะเด็กในเวลาเช้ามืด แก้หวัดจมูกได้ หรือใช้น้ำที่ต้มให้สตรีหลังคลอดอาบและใช้อบไอน้ำได้เป็นต้น ใบอ่อนและดอก ใช้รับประทานเป็นอาหารได้ เนื้อในผล (มะขามเปียก) ใช้ผลแก่ประมาณ 10-20 ฝักนำมาจิ้มเกลือกิน แล้วดื่มน้ำตามลงไป หรืออาจใช้ทำเป็นน้ำมะขามคั้นเอาน้ำกิน เป็นยาแก้อาการท้องผูก เป็นยาระบาย แก้ไอขับเสมหะ ช่วยลดอุณหภูมิในร่างกาย ลดการกระหายน้ำ หรือใช้เนื้อมะขามผสมกับข่า และเกลือพอประมาณรับประทานเป็นยาขับเลือดขับลม แก้สันนิบาตหน้าเพลิง หรืออาจใช้ผสมกับปูนแดง แล้วนำมาพอกหรือทาบริเวณที่เป็นกลากเกลื้อนหรือฝี เมล็ดแก่ นำมาคั่วให้เกรียมแล้วกระเทาะเปลือกออกใช้ประมาณ 20-30 เม็ด นำมาแช่น้ำเกลือจนอ่อนใช้กินเป็นยาถ่ายพยาธิิไส้เดือนในท้องเด็กได้ หรือใช้เปลือกนอกที่กระเทาะออก ซึ่งจะมีรสฝาดใช้กินเป็นยาแก้ท้องร่วง และแก้อาเจียนได้ดี

ปรง

ปรง (อังกฤษ: Cycad) เป็นพืชที่มีขนาดเล็กคล้ายกับใบของปาล์ม แต่การเรียงตัวของใบนั้นคล้ายกับเฟิร์นข้าหลวง คือมีการเรียงตัวอยู่รอบ ๆ ศูนย์กลางของลำตัว ปรงเป็นพืชที่เลี้ยงง่าย เจริญเติบโตช้ามาก คือ 1 ปีจะเกิดใบเพียงแค่ใบ เดียวเท่านั้น ปรงสามารถทนต่อการขาดน้ำได้เป็นอย่างดีและถ้าขาดน้ำนาน ๆ ใบของปรงจะแห้งเหี่ยวตายไป แต่พอได้รับน้ำอีกครั้งใบก็จะเกิดขึ้นมาใหม่อีกครั้งหนึ่ง

ประเภทของปรง

“ปรง” ในอันดับ (Order) Cycadales ทั่วโลกมีอยู่ด้วยกัน 3 วงศ์ คือ Cycadaceae, Stangeriaceae และ Zamiaceae มีสมาชิกรวมแล้วประมาณ 300 ชนิด (อาจมีการแยก ยุบรวม หรือพบชนิดใหม่เพิ่มเติมอยู่ตามความเห็นนักพฤกษศาสตร์แต่ละท่าน) โดยในวงศ์แรก Cycadaceae มีเพียง 1 สกุล คือ Cycas มีประมาณ 90 ชนิด กระจายพันธุ์กว้างขวางในเขตโลกเก่า ตั้งแต่ฝั่งตะวันออกของทวีปแอฟริกา มาจนถึงเอเชีย ออสเตรเลีย และตามหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก ปรงที่พบในไทยทั้งสิบกว่าชนิดก็ล้วนอยู่ในสกุล Cycas นี้ วงศ์ Stangeriaceae แยกเป็น 2 วงศ์ย่อย คือ Stangerioideae และ Bowenioideae ซึ่งแต่ละวงศ์ย่อยก็มีเพียงหนึ่งสกุล วงศ์ย่อยแรก คือสกุล Stangeria มีเพียง 1 ชนิด พบในแอฟริกาใต้ ส่วนวงศ์ย่อยที่ 2 คือสกุล Bowenia มี 2 ชนิด พบทางฝั่งตะวันออกของออสเตรเลีย วงศ์ Zamiaceae เป็นวงศ์ใหญ่สุดของปรง แยกออกเป็น 2 วงศ์ย่อย อันได้แก่วงศ์ย่อย Encephalartoideae

ประกอบด้วยสกุลต่างๆ 4 สกุลคือ

  1. สกุล Dioon มีประมาณ 10 ชนิด พบในเม็กซิโกและอเมริกากลาง
  2. สกุล Encephalartos มีประมาณ 60 ชนิด ส่วนใหญ่พบทางฝั่งตะวันออกเฉียงใต้ของทวีปแอฟริกา
  3. สกุล Macrozamia มีประมาณ 30 ชนิด พบในออสเตรเลีย
  4. สกุล Lepidozamia มีเพียง 2 ชนิด พบทางฝั่งตะวันออกของออสเตรเลีย

พลูด่าง

พลูด่าง (Epipremnum aureum) จัดเป็นไม้ดอกไม้ประดับประเภทไม้เลื้อยที่นิยมปลูกมากชนิดหนึ่ง ทั้งปลูกในแปลงจัดสวน ปลูกในกระถาง และปลูกในแจกัน เนื่องจากให้ใบดก ใบมีสีสันสวยงาม เติบโตได้ดีในทุกสภาพ และดูแลง่าย

ลักษณะทางพฤษศาสตร์
1. ลำต้น
พลูด่างเป็นไม้เลื้อยอิงอาศัย มีลำต้นกลม ส่วนต้นแก่มีสีเขียวออกน้ำตาล ลำต้นส่วนอ่อนมีสีเขียว มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 0.5-3 ซม. หรือใหญ่กว่า ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ ลำต้นเป็นข้อๆสำหรับแตกใบ และราก

2. ใบ
ใบ เป็นใบเดี่ยว แทงออกบริเวณข้อ 2 ใบ อยู่ตรงข้ามกัน ใบกว้างประมาณ 5-30 ซม. ยาวประมาณ 7-45 ซม. ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ ใบมีลักษณะโคนใบมน โคนใบส่วนกลางเว้า ปลายใบแหลม มีรูปทรงคล้ายรูปหัวใจ แผ่นใบ และขอบใบเรียบ ใบมีลักษณะหนา และอวบน้ำ มีสีเดียวหรือหลายสีแกมกัน ได้แก่ สีเขียวอ่อน สีเขียวอ่อนออกทอง สีเขียวแก่ สีเหลือง และสีขาว

3. ดอก
ดอกเป็นดอกสมบูรณ์เพศ ออกเป็นช่อ มีกลีบรองดอกหลายสี อาทิ สีเหลือง สีเขียว หรือสีม่วงแดง ดอกมีลักษณะร่วงง่าย

โกสนพันธุ์ขนุน

โกสนพันธุ์ขนุน

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Codiaeum variegatium. Blume.
    ชื่อสามัญ : Croton
    สกุล : Euphorbiaceae    ลักษณะทั่วไป :     1.ลำต้น        โกสนเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก มีลำต้นสูงประมาณ 1-2 เมตร และสูงได้มากกว่านี้ ลำต้นมีสีเทา เปลือกลำต้นบาง เนื้อไม้เป็นไม้เนื้อแข็ง แตกกิ่งตั้งแต่ระดับล่างของลำต้น แตกกิ่งน้อย แต่ให้ใบดกใหญ่ จนมองเป็นทรงพุ่มหนา    2.ใบ        ใบโกสน ออกเป็นใบเดี่ยว ออกเยื้องกันบนกิ่งใกล้ปลายใบ ใบมีหูใบ มีหลากหลายสี อาทิ สีน้ำตาล สีเหลือง สีแดง สีดำ สีแสด และสีเขียว ซึ่งเป็นลายปะปนกันทั่วใบ ใบมีหลายแบบ ได้แก่
    – ใบกว้างยาว หรือใบบายศรี หรือ ใบมะม่วง
    – ใบรูปตรี
    – ใบกลมกว้าง และสั้น
    – ใบแคบยาว
    – ใบแคบ ขอดยาว    3. ดอก และผล        ดอกโกสนออกเป็นช่อ ภายในมีเกสรตัวเมีย 3 อัน แต่ละอันแยกเป็น 2 แฉก ผลมี 3 ห้อง ภายในมี 3-6 เมล็ด

ประโยชน์ :    ใบโกสนใช้แก้โรคทางเดินปัสสาวะขัด ชาวบ้านนำเอายอดอ่อนมาเป็นผักจิ้มน้ำพริก ผักแกล้มลาบ ซึ่งคาดว่าไม่ได้กินในปริมาณมาก และได้เด็ดมาล้างน้ำให้ยางเหลือน้อยลงแล้ว                ความเป็นพิษ :    ทุกส่วนทั้งต้น มีน้ำยางที่เป็นพิษเพราะมีสารไดเทอร์ปีนเอสเทอร์อยู่ในน้ำยาง หากสัมผัสจะอักเสบเป็นปื้นแดง หากกลืนนำยางเข้าไปก็จะไประคายเคืองทางเดินอาหาร มีอาการปวดท้อง ท้องเดินอาการพิษชัดเจนในหนูทดลอง

ความเชื่อ :   ไม้พุ่มหลากสีชนิดนี้ นิยมเป็นปลูกกันมาตั้งแต่สมัยโบราณ โดยเฉพาะภายในพระราชวัง และวัด เพื่อหวังให้เกิดความร่มเย็นเป็นสุข หากนำมาปลูกในบ้าน ก็จะทำให้ครอบครัวมีแต่ความสงบสุข ปราศจากความขัดแย้งใด ๆ นั่นเพราะคนสมัยก่อนเชื่อกันว่า คำว่า “โกสน” มีเสียงใกล้เคียงกับคำว่า “กุศล” ซึ่งหมายถึงการสร้างบุญ สร้างสิ่งที่ดีงามเป็นบุญเป็นกุศลนั่นเอง ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดความเป็นสิริมงคล คนโบราณก็ยังแนะนำให้ปลูกต้นโกสนในวันอังคาร และปลูกไว้ทางทิศตะวันออกของบ้านเพื่อรับแสงแดดยามเช้า จะทำให้เห็นสีสันของใบที่สวยสด ดึงดูดสายตาของผู้ที่พบเห็น
ประโยชน์ :    ใบโกสนใช้แก้โรคทางเดินปัสสาวะขัด ชาวบ้านนำเอายอดอ่อนมาเป็นผักจิ้มน้ำพริก ผักแกล้มลาบ ซึ่งคาดว่าไม่ได้กินในปริมาณมาก และได้เด็ดมาล้างน้ำให้ยางเหลือน้อยลงแล้ว                ความเป็นพิษ :    ทุกส่วนทั้งต้น มีน้ำยางที่เป็นพิษเพราะมีสารไดเทอร์ปีนเอสเทอร์อยู่ในน้ำยาง หากสัมผัสจะอักเสบเป็นปื้นแดง หากกลืนนำยางเข้าไปก็จะไประคายเคืองทางเดินอาหาร มีอาการปวดท้อง ท้องเดินอาการพิษชัดเจนในหนูทดลอง

ทองอุไร

 ดอก  สีเหลืองสด ออกเป็นช่อแบบช่อกระจะแยกแขนงที่ปลายกิ่ง ก้านช่อดอกยาว 7-11 เซนติเมตร กลีบเลี้ยงสีเขียว โคนเชื่อมติดกันปลายแยก 5 แฉก ปลายแหลม โคนกลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอด ปลายเเยกเป็น 5 แฉก คล้ายรูปแตร ดอกร่วงง่าย

    ฝัก/ผล  ผลแห้งแตก  เป็นฝักกลม  เรียวเล็ก  ยาว 12-14 เซนติเมตร

    เมล็ด  เมล็ดแบนบาง  สีน้ำตาลอ่อนมีปีก

ฤดูกาลออกดอก : กรกฎาคม-กันยายน

การขยายพันธ์ุ : ทองอุไร เป็นพันธุ์ไม้ที่ไม่ชอบน้ำขังควรเลือกสถานที่ในการปลูกควรเป็นที่ดอน หรือที่สูงที่ไม่เคยมีน้ำท่วมขัง ดินที่เหมาะสำหรับการปลูกก็คือดินร่วน ซึ่งมีธาตุอาหารเพียงพอต่อการเจริญเติบโต เราควรหมั่นใส่ปุ๋ยอินทรีย์อยู่เสมอเพื่อที่จะให้ดอกนั้นออกตลอดทั้งปี และควรที่จะตัดแต่กิ่งอย่างสม่ำเสมอด้วย ซึ่งการตัดแต่งก็ควรที่จัดตัดแต่งกิ่งให้เป็นทรงพุ่มซึ่งจะเหมาะสมกับต้นทองอุไรมากที่สุด นอกจากนั้นทองอุไรจะเป็นพันธุ์ไม้ที่ชอบแสงแดดตลอดทั้งวัน

สรรพคุณทางสมุนไพร : ใช้เป็นยารักษาโรคเบาหวาน และโรคเกี่ยวกับปัญหาทางเดินอาหารได้

ประโยชน์ : บูชาพระ ปลูกประดับตกเเต่งสวน 

ความมงคล:

ทองอุไร เป็นไม้มงคลอีกชนิดหนึ่ง ที่มีกลิ่นหอมอ่อนๆ รูปทรงเป็นช่อเป็นรวงงดงาม และทนแดดได้ดี  คนโบราณเชื่อว่า ทองอุไรจะเสริมโชคชะตาของผู้ปลูก ให้มีความเจริญรุ่งเรือง มีเงินทองร่ำรวยมั่งคั่ง สมดั่งชื่อทองอุไร และอีกชื่อหนึ่งของทองอุไร ก็คือ “ดอกสร้อยทอง” ซึ่งก็ถือว่า เป็นมงคลนามด้วยเช่นกัน  นอกจากความเชื่อในเรื่องของเงินๆทองๆ ตามชื่อไม้ล้มลุกนี้แล้ว ยังเชื่อกันว่า ทองอุไร จะเสริมวาสนาบารมี ช่วยให้ผู้ปลูกไม้นี้ ได้มีเกียรติมีลาภยศสูงส่งอีกด้วย

ตำแหน่งที่ปลูก:

วันพุธ คือ วันมงคลของไม้พันธุ์นี้ เพราะมีดีมีเด่นที่นามมงคล ของดอกซึ่งจะเหลืองอร่ามดั่งทองคำตระการตา  ควรให้หัวหน้าครอบครัวเป็นผู้ลงมือปลูกทองอุไร เพื่อให้ได้พลังแห่งดวงชะตาที่ดีเยี่ยม  และควรจะปลูกทองอุไร ไว้ทางทิศเหนือของตัวบ้าน จึงจะเอื้อให้อิทธิพลมงคลของไม้นี้ ได้เกื้อหนุนเสริมส่งดวงชะตา ของผู้เป็นเจ้าของบ้านได้ดี  แต่ถ้าทิศเหนือเป็นทิศที่อยู่ทางด้านหลังของบ้านพอดี และไม่มีพื้นที่ปลูกได้ในบริเวณหลังบ้าน ก็อนุโลมให้ปลูกหน้าบ้านได้ แต่ให้เฉียงๆ ค่อนมาทางทิศเหนือไว้เป็นเกณฑ์

ดอกพุดซ้อน

  ต้นพุด เป็นพรรณไม้ยืนต้น ขนาดเล็ก ลักษณะเป็นพุ่มเตี้ย ลำต้นมีความสูงประมาณ 1-3 เมตร ผิวลำต้นมีสีขาวเทา แตกกิ่งก้านออกใบรอบต้น ใบเป็นใบเดี่ยว แตกออกเป็นคู่ตรงกันข้าม ออกตามข้อของกิ่ง ลักษณะของใบเป็น รูปมนรี ปลายใบแหลม ผิวใบเรียบสีเขียว ขนาดใบกว้างประมาณ 3-5 เซนติเมตร ยาวประมาณ 8-12 เซนติเมตร ดอกเป็นดอกเดี่ยว ออกตามปลายยอดหรือปลายกิ่ง ช่อหนึ่งมีดอกประมาณ 5-6 ดอก ซึ่งแล้วแต่ชนิดพันธุ์ ดอก มีกลิ่นหอมสีขาว กลีบดอกซ้อนเป็นชั้น ๆ หรือเรียงเป็นชั้นเดียวแล้วแต่ชนิดพันธุ์ ดอกบานมีความโตประมาณ 2-5 เซนติเมตร ออกผลเป็นฝัก รูปกระบอก แหลมโค้ง ภายในมีเมล็ดประมาณ 3-5 เมล็ด เพราะดอกพุดมีสีขาวสดใส

ความเป็นมงคล

     เชื่อกันว่าไม่ว่าจะเป็นต้นพุดชนิดใดจะส่งผลให้มีความเจริญ มั่นคง แข็งแรงสมบูรณ์ ทั้งสิ้น แต่ก็ควรให้เป็นพุดชนิดที่ดอกสีขาว

การปลูกต้นพุด

     นิยมปลูกในแปลงปลูก เพื่อประดับบริเวณบ้านและสวน ชนาดหลุมปลูก 50 x 50 x 50 เซนติเมตร ใช้ปุ๋ยคอกหรือ ปุ๋ยหมัก: ดินร่วน อัตรา 1 : 2 ผสมดินปลูก ถ้าปลูกเพื่อประดับบริเวณบ้านหรืออาคาร ควรปลูกให้มีระยะหย่างที่เหมาะสม เพราะ พุดเป็นไม้ที่มีทรงพุ่มใหญ่ แสง ต้องการแสงแดดจัด หรือกลางแจ้ง ต้องการปริมาณน้ำปานกลาง ควรให้น้ำ 5-7 วัน/ครั้ง ชอบดินร่วนซุย ใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก อัตรา 2 -.3 กิโลกรัม / ต้น ควรใส่อย่างน้อยปีละ 2 – 3 ครั้ง หรือใช้ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 อัตรา 200-300 กรัม/ต้น ควรใส่ปีละ 3-4 ครั้ง

การดูแลรักษา

แสง                       ต้องการแสงแดดจัด หรือกลางแจ้ง
น้ำ                         ต้องการปริมาณน้ำปานกลาง ควรให้น้ำ 5-7 วัน/ครั้ง
ดิน                        ชอบดินร่วนซุย
ปุ๋ย                        ใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก อัตรา 2 -.3 กิโลกรัม / ต้น ควรใส่อย่างน้อยปีละ 2 – 3 ครั้ง หรือใช้ปุ๋ยเคมีสูตร  15-15-15 อัตรา 200-300 กรัม/ต้น ควรใส่ปี ละ 3-4 ครั้ง
โรคและศัตรู          ไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องโรคและศัตรู เพราะเป็นไม้ที่ทนทานต่อสภาพธรรมชาติได้ดี
แมลง                     เพลี้ยหอย
อาการ                   ใบสีเหลือง จะเห็นกลุ่มเพลี้ยสีขาวเกาะอยู่ตามซอกใบ หรือโคนใบ จะทำให้ใบเหี่ยวร่วงในต่อมา
การป้องกัน            รักษาความสะอาดบริเวณแปลงปลูก กำจัดมดที่เป็นพาหะแพร่ระบาดด้วยยาเช่นเดียวกับการกำจัด
การกำจัด               ใช้ยาไซกอน, ไดอาชินอน อัตราและคำแนะนำระบุไว้ตามฉลาก

การขยายพันธุ์ต้นพุด

     การขยายพันธ์ การเพาะเมล็ด

โรคและแมลง

     เพลี้ยอ่อน เพลี้ยหอยและเพลี้ยแป้ง ซึ่งพวกเพลี้ยก็จะดูดน้ำเลี้ยงพืชเป็นอาหาร อันส่งผลให้ต้นไม้ไม่สวยและบางกิ่งดำและแห้งไป วิธีไล่นั้น อันดับแรกคือ ใช้สารเคมีทีค่อนข้างมีความปลอดภัยต่อผู้ใช้สูง มีชื่อทางการค้าว่า sedvin และ s85 วีธีที่สองก็คือ ใช้สารน้ำมัน ที่มีชื่อว่าไวท์ออยล์ หรือปิโตเลียมออยล์ ซึ่งสารน้ำมันนี้เมื่อฉีดพ่นไปจะเคลือบอยู่บนตัวเพลี้ย ซึ่งเพลี้ยพวกนี้หายใจทางผิวหนังก็จะหายใจไม่ออกก็จะหนีไป และวิธีที่สามคือ ใช้น้ำยาล้างจานผสมกับน้ำในอัตราส่วนน้ำยาล้างจานครึ่งช้อนต่อน้ำหนึ่งลิตร แล้วใส่ฟอ็กกี้ฉีดพ่นไปเลย พวกมดจะระคายผิวแล้วคาบพวกเพลี้ยหนีไป

ลำดวน

ลำดวน ชื่อสามัญ White cheesewood, Devil tree, Lamdman

ลำดวน ชื่อวิทยาศาสตร์ Melodorum fruticosum Lour. จัดอยู่ในวงศ์กระดังงา (ANNONACEAE)

สมุนไพรลำดวน มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า หอมนวล (ภาคเหนือ) ส่วนภาคกลางเรียก “ลําดวน

ต้นลำดวน เป็นพันธุ์ไม้พระราชทานเป็นมงคลประจำจังหวัดศรีษะเกษ และดอกลำดวนยังเป็นสัญลักษณ์ของผู้สูงอายุ เพราะมีเรื่องเล่าว่า สมเด็จย่าได้เสด็จไปเยี่ยมชาวจังหวัดศรีษะเกษ ทรงทอดพระเนตรเห็นดงต้นลําดวนที่ออกดอกงดงามและมีกลิ่นหอม และทรงพอพระทัย หลังจากนั้นดอกลำดวนจึงกลายเป็นดอกไม้ที่เป็นสัญลักษณ์ของผู้สูงอายุ ทำนองเดียวกับดอกมะลิที่เป็นสัญลักษณ์ของแม่นั่นเอง นอกจากนี้ดอกลําดวนยังเป็นดอกไม้ประจำมหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษอีกด้วย

ลักษณะของลำดวน

  • ต้นลำดวน หรือ ต้นหอมนวล มีแหล่งกำเนิดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้[7] จัดเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็กไม่ผลัดใบ มีความสูงของต้นประมาณ 10-15 เมตร ลำต้นตรง แตกกิ่งใบจำนวนมาก เรือนยอดเป็นพุ่มกลมหรือเป็นพุ่มเป็นรูปกรวยคว่ำ เปลือกต้นเรียบเป็นสีเทา เมื่อลำต้นแก่เปลือกต้นจะเป็นสีน้ำตาลอมดำ มีรอยแตกตามแนวยาวของลำต้น ส่วนกิ่งอ่อนเป็นสีเขียวสด ยอดอ่อนและใบอ่อนเป็นสีแดง ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเมล็ดและวิธีการตอนกิ่ง เจริญเติบโตได้ดีในดินร่วนซุย ชอบความชื้นสูง และแสงแดดแบบเต็มวันถึงครึ่งวัน ชอบขึ้นในที่โล่งและมีแสงแดด พบได้ตามป่าเบญจพรรณ ป่าดิบแล้งทางภาคตะวันออก และภาคกลาง และพบได้มากในจังหวัดศรีสะเกษ เนื่องจากต้นลำดวนเป็นต้นไม้ประจำจังหวัดศรีษะเกษ